ปลาร้าดิบอันตรายไหม แล้วกินอย่างไร ให้ปลอดภัยไร้โรค

ปลาร้าดิบอันตรายไหม แล้วกินอย่างไร ให้ปลอดภัยไร้โรค

  03 พ.ค. 2021

หลายคนคงชอบทานปลาร้ากันใช่หรือเปล่าละ ยิ่งใส่กับส้มตำยิ่งนัวมากๆ วันนี้แอดมินขอเสนอบทความ ปลาร้าดิบอันตรายไหม และกินปลาร้าดิบอย่างไร ให้ปลอดภัยไร้โรค และมั่นทุกการกิน เพราะปัจจุบันปลาร้า ถูกนำมาประกอบอาหารหลากหลายเมนู ตั้งแต่ ส้มตำ ยำ แกง และอื่นๆ  ที่มีปลาร้าเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ของประเทศไทยของเรา แต่ถ้าหากนำอาหารหมักดองประเภทนี้ไปรับประทานผิดวิธีล่ะก็อาจเสี่ยงกับร่างกายของเรา

ปลาร้าดิบอันตรายไหม แล้วกินอย่างไร ให้ปลอดภัยไร้โรค

ปลาร้าดิบอันตรายไหม แล้วกินอย่างไร ให้ปลอดภัยไร้โรค

มาดูกันก่อนว่าน้ำปลาร้าแบบดิบและแบบสุก จะแตกต่างกันอย่างไรกันก่อน

น้ำปลาร้าแบบปรุงสุกและดิบที่มีตามท้องตลาดในปัจจุบันนั้น มีหลากหลายให้คุณได้เลือกสรรตามความพึงพอใจ แต่คุณสมบัติเฉพาะที่ทำให้แบบปรุงสุกและดิบแตกต่างกัน คือในเรื่องของรสชาติและในเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ ในส่วนของน้ำปลาร้าแบบดิบ จะเป็นวัตถุดิบที่เกิดจากการหมักดอง โดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อหรือปรุงให้สุก คนที่ซื้อแบบดิบมาจะนิยมมาปรุงเอง เพราะอาจจะมีสูตรหรือเคล็ดลับในการปรุงเป็นของตัวเอง หรือติดรสในแบบที่ตัวเองชื่นชอบ

จึงซื้อแบบดิบมาก่อนที่จะนำมาปรุงทำเป็นอาหารจานโปรดของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันจะนิยมหยิบแบบปรุงสุกมาใช้งานมากกว่า เพราะผ่านการฆ่าเชื้อและปรุงรสให้เรียบร้อยเสร็จสรรพ สามารถเปิดขวดและรับประทานได้เลยในทันที ที่สำคัญหาซื้อได้ง่าย เก็บไว้ได้นานอีกด้วย การใช้น้ำปลาร้าแบบปรุงสุกยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคโรคพยาธิใบไม้ในตับ และโรคมะเร็งซึ่งมาจากสารไนโตรซามีนที่ใช้ในการหมักดอง

กินปลาร้าอย่างไรให้ปลอดภัย

  1. ในการจะรับประทาน ทุกครั้ง เพื่อน ๆ จะต้องต้มปลาร้าให้สุกก่อน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปลาร้า หรือน้ำปลาร้า จึงจะรับประทานได้อย่างปลอดภัยนั่นเองจ้า
  2. ไม่รับประทาน ปลาร้า มากเกินไป เพราะมีโซเดียมสูง การรับประทานโซเดียม ในปริมาณที่สูงเกินไปจะเป็นอัตราย ต่อร่างกาย
  3. รับประทานปลาร้า คู่กับผักชนิดต่าง ๆ เพื่อให้ได้สารอาหาร และคุณค่าทางโภชนาการ มากขึ้นนั่นเอง
  4. นำปลาร้า ไปแปรรูบเป็นอาหารต่าง ๆ และปรุงให้สุก ก่อนนำมารับประทาน เช่น ปลาร้าสับ ปลาร้าบอง เป็นต้น

โรคที่อาจเกิดกับคุณได้หากทานปลาร้าดิบ

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือโรคเหน็บชา เกิดจากร่างกายของเราขาดวิตามินบี1 หรือภาวะที่เป็นเหน็บชา ส่วนใหญ่จะมีอาการอ่อนแรง ที่แขนและขา ปลายมือ หรือการรับประทานอาหาร ที่มีสารที่ทำลาย วิตามินบี 1 ในร่างกาย เช่น ปลาส้มดิบ แหนมดิบ ปลาน้ำจืดดิบ หอยดิบ ปลาร้า ใบชา ใบเมี่ยง หมากพลู ปลาส้มดิบ แหนมดิบ เป็นต้น

โรคพยาธิใบ้ไม้ตับ เป็นพยาธิใบไม้ชนิดหนึ่ง ที่ตัวโตเต็มที่นั้น จะอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีของคน และสัตว์ต่างๆ เช่น สุนัขและแมว แต่สามารถพบ ในปลาดิบ เนื้อของปลาร้าดิบ น้ำปลาร้าดิบ ลักษณะของพยาธิใบไม้ตับนี้ จะมีรูปร่างแบนคล้ายๆ ใบไม้ ส่วนหัวและท้าย จะมีความเรียวมน ขนาดยาว 5 ถึง 10 มิลลิเมตร กว้าง 0.7 ถึง 1.5 มิลลิเมตร สีแดง ระเรื่อคล้าย ๆ สีของเลือดที่จางๆ ผู้ป่วยโรคพยาธิใบไม้ตับ เมื่อระยะแรก จะเริ่มแสดงอาการ แน่นท้องที่ บริเวณใต้ชายโครงขวา และจุกแน่น ไปที่ใต้ลิ้นปี่ อาการอื่นๆ ได้แก่เบื่ออาหาร ถ่ายเหลวเป็นบางครั้ง ท้องอืด ตับโต มีไข้ต่ำๆ มีอาการ ออกร้อนข้างในตัว ในระยะตอนท้ายของโรค ผู้ป่วยนั้น อาจท่อน้ำดีอุดตัน และเกิดภาวะที่ตัวจะออกสีผิวเหลืองๆ หรือดีซ่าน มีตับโตค่อนข้างมาก ผิวขรุขระ

เนื้อหาน่าสนใจ สัญญาณว่าคุณกำลังเป็น มะเร็ง สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้มะเร็งจะทำให้ทุกคนหวาดกลัว แต่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ต้อนที่รักษายากแล้ว ดังนั้นทุกคนควรตรวจโรคประจำปีเพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *